“จตุพร”ใส่ยับ เยียวยา3,500บ.

13 มกราคม 2021 | ข่าวเด่น
Loading...

วันที่ 13 ม.ค.64  ในโลกออนไลน์กำลังมีกระแสพูดถึงเป็นวงกว้าง หลังทางเพจ Peace News ได้มีการโพสต์ข้อความ ระบุว่า ฉะ รบ.ปากดีสร้างภาพมีเงินลั่นระวัง ปชช.ไม่ทนลุกฮือไล่ “จตุพร” เฉ่ง รบ.ทำปากดีสร้างภาพว่ามีเงินเยียวยา แต่กลับช่วยเหลือแบบขัดเสียไม่ได้ จี้ทบทวนใหม่ ซัดให้ 3,500 น้อยไป ไม่สอดคล้องทุกข์ยาก บี้เพิ่มเท่าโควิดรอบแรก ชี้ ปชช.เดือดร้อนหนัก ทุกข์ลำบากมากกว่า ระวัง ปชช.ไม่ทน พร้อมลุกฮือเปลี่ยนแปลง รบ.เพื่อรักษา ปท.ไว้

Loading...

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk เรียกร้องให้ทบทวนการเยียวยาจากผลกระทบโควิดรอบใหม่ เนื่องจากรัฐบาลให้คนละ 3,500 บาทจำนวน 2 เดือนนั้นน้อยเกินไป และไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน นายจตุพร กล่าวว่า การเยียวยารอบนี้สะท้อนถึงรัฐบาลคิดอะไรอยู่ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยรัฐมนตรี เคยบอกมีเงินพอเยียวยาประชาชน 40 ล้านคน อีกอย่างเมื่อคราวที่แล้วรัฐบาลให้คนละ 5000 บ. นาน 3 เดือน ดังนั้น มาผลกระทบโควิดครั้งนี้ไม่รู้ใช้หลักคิดอะไรมาชี้วัดความเดือดร้อนของประชาชนจึงลดการเยียวยาเหลือคนละ 3,500 บาท ทั้งที่ความทุกข์ยากในสถานการณ์ขณะนี้มากกว่าคราวที่ผ่านมาอย่างมาก

“ผมอยากให้รัฐบาลทบทวนการเยียวยา ซึ่งให้น้อยกว่าคราวที่แล้วถึง 8,000 บาท และหากไม่มีเงินขอให้พูดความจริงมาเพื่อประชาชนจะได้รับรู้ แต่ถ้ายังปากแข็งบอกว่ามีเงินแล้ว จะมาเยียวยาแค่นี้ไม่ได้ เพราะเงิน 3,500 บาท(ต่อเดือน) ในสถานการณ์คนตกงานแล้วยากลำบากนี้ จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร จึงขอให้ทบทวนให้เพิ่มไปที่เท่าเดิมคือ 5,000 บาท (ต่อเดือนนาน 3 เดือน)”
อีกอย่าง ขั้นตอนการเยียวยานั้น ต้องนำคนที่ไม่มีสิทธิ์จะได้รับเงินเยียวยาเมื่อคราวที่แล้ว เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสหากิจ คนมีเงินเดือนสูง และผู้ประกันสังคม โดยคนเหล่านี้ต้องมีสิทธิ์ได้รับการเยียวยาทั้งหมดด้วยเช่นกัน

นายจตุพร กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิดครั้งนี้เลวร้ายกว่าครั้งที่แล้วมาก แต่รัฐบาลกลับตั้งใจเยียวยา 2 เดือนคือ มีนาคมกับเมษายน ตนจึงสงสัยว่าพฤษภาคม บ้านเมืองจะเข้าสู่ภาวะปกติใช่หรือไม่ และ เมื่อรัฐบาลกำหนดมาตรการแบบตื่นกลัวโควิดกันแล้ว แต่ทำไมการเยียวยาจึงไม่สอดคล้องกับความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประาชน เมื่อการเยียวยาครั้งนี้น้อยกว่าคราวที่แล้ว มันแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอยู่ในสภาพย่ำแย่เต็มที แต่ยังทำปากกล้าขาสั่นอยู่ ที่สำคัญคือ ถ้ามีอะไรต้องบอกความจริงกับประชาชน อย่าสร้างภาพอีกอย่าง แล้วความจริงเป็นอีกอย่าง ซึ่งจะเป็นการท้าทายประชาชน ผมเคยบอกว่า อย่าได้ท้าทายความหิวของประชาชน

นอกจากนี้ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ประชาชนเอาความเดือดร้อนแลกกับความสงบและนายกรัฐมนตรีคงไม่รู้ว่า ประชาชนพยายามทนกันมานานมาก พร้อมทั้งเบื่อจนไม่รู้จะเบื่ออย่างไร เมื่อสถานการณ์เลวร้ายนี้ คนไทยจึงต้องการเห็นอนาคตและความหวัง แต่การเยียวยากลับสะท้อนถึงสาละวันเตี้ยลง อย่างไรก็ตาม เมื่อให้ทั้งทีก็อย่าให้ประชาชนมีความรู้สึกต่อรัฐบาลว่าไม่มีศักยภาพการบริหาร ตนจึงหวังว่า นายกฯ จะได้ฟังความทุกข์ของประชาชน ที่สำคัญขออย่าให้การเยียวยาแบบขัดเสียไม่ได้ เหมือนเอาตัวเลขพรรคการเมืองมาเฉลี่ยพบกันครึ่งทางคือ 3,500 บาท ซึ่งเอาตรรกอะไรมาคิดให้วันละ 100 กว่าบาท ดังนั้น ตัวเลขเงินเยียวยาจึงเป็นปัญหาในหลักวิธีคิดอีกทั้ง หลักวิธีคิดที่สะท้อนออกมาให้ร้านเจ้าสัวเปิดได้ 24 ชั่วโมง แต่ร้านประชาชนเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม ซึ่งใช้ไม่ได้ แล้วเงินก็ไหลไปร่วมที่เจ้าสัวอีก

ดังนั้น วันนี้เกิดความกังขาว่า ประเทศเป็นการปกครองโดยรัฐบาลเจ้าสัว หรือ รัฐบาลประชาชน แต่ถ้ารัฐบาลไม่เอาประชาชนเป็นตัวตั้งก็ผิดหมด และที่ผ่านมานายกฯทบทวนดูเองว่า ทำเพื่อประชาชนหรือไม่ หรือทำเพื่อเจ้าสัวนายทุนผูกขาด เงินจึงไปกระจุกที่เจ้าสัว แทนที่จะกระจายไปถึงประชาชน  นายจตุพร ประชดว่า การเยียวยา 3,500 บาทเป็นการโชว์ห่วยของจริง เพราะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ดังนั้น การคิดแก้ปัญหาบ้านเมืองต้องคิดถึงประชาชน ต้องทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่ใช่เอา ประชาชนบังหน้าเพื่อนายทุนผูกขาด อย่าคิดว่าเงิน 3,500 บาทปัญหาจะจบ มันไม่จบเพราะปัญหาใหญ่กว่านั้นมากผมไม่รู้ว่า หลักคิด 3,500 บาท คิดภายใต้อะไร เป็นความคิดที่ทุเรศมาก แต่ถ้าขั้นตอนวิธีแจกเงินห่วยแตกอีก ผมจะนำคนไปไล่เอาจริงด้วย เพราะเมื่อมีบทเรียนแล้ว จะบอกว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลถ้าไม่ฟังเสียงประชาชน ก็ไม่รู้อยู่ไปเพื่ออะไร

อีกอย่าง หลักคิดที่สำคัญ รัฐบาลได้สำรวจและรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ แต่คนที่มีเงิน ไม่รู้ถึงความหิว ก้ไม่มีวันเข้าใจความยากจนได้เลยว่า เงิน 3,500 บาท ไม่เพียงพอต่อความลำบากในสถานการณ์นี้ ผมอยากให้รับฟัง และทบทวนใหม่เถอะ อย่าให้แบบเสียไปที เอาอะไรมาเป็นหลักคิดจึงให้ 3,500 บาท และในสถานการณ์นี้ ควรคิดอ่านกันให้มาก ขอรัฐควรฟังแล้วนำไปคิด อย่าได้กลัวเสียหน้า แต่ต้องกลัวประชาชนจะเสียใจ เพราะไม่เช่นนั้นรัฐจะพังเอาง่ายๆ อีกทั้งรัฐต้องเข้าใจเอาไว้อย่างว่า ในยามทุกข์ยาก อดอยากไม่มีใครกลัวใคร นายจตุพร ถามว่า ประชาชนมีความสุขหรือไม่ มีความยากลำบากหรือไม่ ถ้ายากลำบากแล้ว ถึงเวลาที่ต้องคิดอ่านกันหรึอยัง ส่วนรัฐบาลและนักการเมืองต้องถามกันเองว่า อยู่แล้วประชาชนมีความหวังหรือเปล่า เพราะในสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ ได้เวลาประชาชนต้องคิดอ่านกันแล้ว ตนหวังว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยเอาความทุกข์ของประชาชนเป็นตัวกำหนด

พร้อมย้ำว่า การทำรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา คนในซีกหนึ่งวิจารณ์ว่า เป็นความเสียหายของชาติ เป็นความหายนะและความเลวร้ายของประเทศ ส่วนอีกฝ่ายเห็นอีกแบบไม่เหมือนกัน ถึงที่สุดความแตกต่างกันนี้ เวลาจะอธิบายความจริงให้ปรากฎ ซึ่งเป็นความจริงและความเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน ตนต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ และเชื่อว่า คงไม่ช้า  นายจตุพร กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ยอมเปลี่ยนวิธีคิด ถึงเวลาคนไทยแล้วหรือยัง ถ้าได้เวลาก็ต้องเริ่มต้นกัน สิ่งที่ชวนให้คิดคือคนไทยรู้สึกอย่างไรกับรัฐบาล รัฐบาลยังไปไหวอีกหรือไม่ และต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงของประชาชนแบบสันติวิธี สิ่งที่ต้องการเห็นคือ คนไทยทั้งชาติควรช่วยกันคิด ต้องเอาความจริงที่ปรากฎว่า วันนี้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราทุกข์แล้วคนรุ่นลูกหลานจะทุกข์ยากขนาดไหน คุณปากดีว่ามีเงิน แต่มาให้ 3,500 บาทต่อเดือน คิดได้อย่างไร เราต้องคิดอ่านกัน ประชาชนจะทนอยู่สภาพเช่นนี้ไม่ได้ ถ้ารัฐไม่ทบทวนการเยียวยา ประชาชนต้องเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อรักษาชาติไว้

ที่มาและขอบคุณ    Peace News

Loading...