“ม็อบแรงงาน”บุกทำเนียบ จี้เพิ่มเงินเยียวยา ม.33ต้องได้ด้วย

26 มกราคม 2021 | ข่าวเด่น
Loading...

26 ม.ค. 64 จากกรณีที่รัฐได้มีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  กลุ่มสิทธิแรงงานได้ทำการนัดแนะวันเพื่อทำการรวมตัวหน้าทำเนียบรัฐบาล ประชาชนจากเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเยียวยาแรงงานจากผลการระบาดของโรคโควิด-19 ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มที่อาศัยภายในประเทศ หลังจากออกมาเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 64 ที่ผ่านมา

Loading...

สำหรับบรรยากาศกิจกรรมในวันนี้ กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นในเวลา 10.00 น. ก่อนจะไปสิ้นสุดเวลาประมาณ 12.00 น. โดยมีการปราศรัยจากตัวแทนแรงงานผู้ได้รับผลกระทบ อาทิ ตัวแทนจากเครือข่ายศิลปิน นักเรียน และแรงงานผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่ง นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เดินทางมาร่วมพูดคุยกับประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม น.ส.ธนพร วิจันทร์ ได้เป็นตัวแทนเครือข่ายแรงงานฯ อ่านแถลงการณ์ ระบุว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 64 ที่เห็นชอบโครงการ “เราชนะ” เยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้นจะจ่ายเงินเยียวยาจำนวน 3,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือนรวม 7,000 บาทต่อคนทั้งหมด 31.1 ล้านคน โดยเน้นอาชีพอิสระ เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยคล้ายกับโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่กลับไม่ให้เป็นเงินสด และจะโอนผ่านแอพพลิเคชั่นสัปดาห์ละครั้งจนครบ สิ่งนี้ทำให้เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนคับข้องใจอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะคำแถลงของนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่กล่าวว่าไม่อยากให้ประชาชนสัมผัสตัวเงิน เพราะโควิดเข้ามาปะปนได้และต้องการให้ประชาชนปรับตัวเป็นสังคมไร้เงินสดและถ้าให้เป็นเงินสดรัฐบาลจะ จำกัด อะไรไม่ได้เลยเงินเหล่านั้นจะหายไปกับสิ่งที่ควบคุมได้ยาก เช่น สุรา การพนัน ห้างร้านขนาดใหญ่ และการจ่ายเงินสัปดาห์ละ 1,000 บาทเพื่อให้ประชาชนได้วางแผนการใช้เงินที่จำเป็นต่อชีวิต

จะเห็นว่าวิธีคิดของรัฐบาลเหมือนอยู่โลกคนละใบกับผู้ใช้แรงงานที่ต้องนำเงินไปใช้จ่ายตามความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละคนอยู่แล้ว เช่น จ่ายค่าเช่าบ้าน ใช้หนี้ และต้องการควบคุมอำนาจการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งมีลักษณะเผด็จการ เห็นได้จากมาตรการเยียวยารอบสองของรัฐบาลที่ยังคงทิ้งคนกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง คือ แรงงานในระบบประกันสังคม ม. 33 จำนวนกว่า 11 ล้านคน

รัฐต้องเยียวยาแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 ซึ่งเป็นลูกจ้างในธุรกิจหน่วยงานทุกภาคส่วน รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่เข้าระบบประกันสังคมราว 1.5 ล้านคน และนายจ้างร่วมสมทบเงินประกันสังคม เพราะพวกเขากำลังเผชิญปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่การระบาดรอบแรก เช่นเดียวกับแรงงานนอกระบบ การผลักให้พวกเขาไปใช้เงินกองทุนฯ ซึ่งเป็นเงินของลูกจ้างตามประกาศของกระทรวงแรงงาน (จ่าย 629% ของค่าจ้างพื้นฐานและ 50% ในรอบสอง) ทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะตกงานและถูกละเมิดสิทธิ เพราะกระทรวงแรงงานไม่สามารถตรวจสอบ บริษัท หรือโรงงานที่ปิดกิจการชั่วคราวที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดโดยตรง

จึงพบเห็นว่ามีหลายบริษัทปรับโครงสร้างลดต้นทุน โยนภาระให้ลูกจ้างไปใช้เงินทดแทนว่างงาน ซึ่งควรจ่าย 75% ตามกฎหมายแรงงาน และรัฐควรทดแทนรายได้ให้ครบ 100% แต่กลับไม่ทำไม่ว่าในกรณีใด ทำให้ลูกจ้างสูญเสียรายได้และสวัสดิการหลายกรณี ถูกลดวันทำงาน โอที และค่าจ้าง รวมถึงถูกปรับสภาพการจ้างงานให้ยึดหยุ่นกว่าเดิมคือ No work no pay และเมื่อตกงานอยู่ระหว่างเปลี่ยนสถานะ ผู้ประกันตนเป็นแรงงานนอกระบบกลายเป็นช่องว่างไม่ได้รับเงินเยียวยา หลายรายถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ถูกเบี้ยวค่าจ้าง ค่าชดเชย ต้องเป็นภาระไปฟ้องศาลท้าย สุดลูกจ้างเป็นหนี้มากขึ้นแทนที่รัฐจะแบกหนี้เหล่านี้

ทั้งนี้ น.ส.ธนพร ทิ้งท้ายว่า “เราต้องการให้รัฐใช้หลักคิดถ้วนหน้าเท่าเทียม ไม่กำหนดเงื่อนไขให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทะเบียน เพราะผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วนต่างได้รับผลกระทบจากคำสั่งต่างๆ ของรัฐกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดของเจ้าหน้าที่แรงงานทุกภาคส่วน เช่น ภาคศิลปวัฒนธรรม คนทำงานกลางคืน แรงงานข้ามชาติ ทั้งในและนอกระบบต้องได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน หากงบประมาณไม่เพียงพอ ต้องพิจารณานำงบกองทัพที่ใช้เงินฟุ่มเฟือย และเพิ่มฐานภาษีความมั่งคั่งจากมหาเศรษฐีของประเทศ เพื่อนำมาสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน 99% ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกกาลเทศะมากกว่าหาเรื่องปวดหัวรายวันให้ประชาชน”

Loading...